WHAT'S NEW?
Loading...

อันตราย!! โรคกรดไหลย้อน กับ 5 สาเหตุ และ 11 วิธีป้องกัน

Advertisements

Advertisements

อันตราย!! โรคกรดไหลย้อน กับ 5 สาเหตุ และ 11 วิธีป้องกัน

โรคกรดไหลย้อน คือ โรคที่มีอาการซึ่งเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ เกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ในเวลาที่ผู้ป่วยไม่ได้รับประทานอาหารก็ตาม แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หมายถึงกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ภายในหลอดอาหาร ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน

ส่วนใหญ่จะมีอาการของหลอดอาหารเท่านั้น อีกประเภทคือ โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง หมายถึงโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดอาการของคอและกล่องเสียงจากการระคายเคืองของกรด

อุบัติการณ์ของโรคกรดไหลย้อนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตกค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณร้อยละ 50-60 ส่วนในประเทศไทยพบว่าคนไทยประสบปัญหาโรคกรดไหลย้อนกันมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ...

1. คนไทยรับอิทธิพลของตะวันตกมากขึ้น การดำเนินชีวิตของแต่ละคนเปลี่ยนไปเหมือนกับคนตะวันตกมากขึ้น เช่น

2. ทำงานเลิกดึก ทำให้รับประทานดึก รับประทานแล้วก็เข้านอนทันที ทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น เกิดการไหลย้อนของกรดได้ง่ายขึ้น

3. เครียดกับงานมากขึ้น เมื่อเครียด กระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือหลอดอาหารจะทำงานน้อยลง และหลั่งกรดมากขึ้น มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนมากขึ้น

4. ชนิดของอาหาร ปัจจุบันนิยมรับประทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด พิซซ่า หรืออาหารที่ปรุงด้วยการผัดและทอดกันมากขึ้น รวมทั้งนิยมดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลมกันมากขึ้น

5. อ้วน ไม่ออกกำลังกาย

2. มีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งคือ Helicobacter pylori (H. pylori) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ข้อดีของเชื้อชนิดนี้คือช่วยปกป้องภาวะกรดไหลย้อน แต่ปัจจุบันมีการสั่งยาที่ทำลายเชื้อตัวนี้กันมากขึ้นในการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหาร  เมื่อเชื้อตัวนี้ถูกทำลายไปจึงมีโอกาสเกิดโรคกรดไหลย้อนได้มากขึ้น

กรดไหลย้อนมีได้หลายอาการ

อาการของโรคกรดไหลย้อนมีหลายแบบขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด เช่น

1. อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอ รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอกลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดๆ ขัดๆ คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ เจ็บคอ แสบคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง ในตอนเช้าอาจรู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดีหรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหารหรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอกหรือคอ รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้

2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม เช่น เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน กระแอมไอบ่อย อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (ถ้ามี) แย่ลง หรือไม่ดีขึ้นจากการใช้ยา เจ็บหน้าอก เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆ หายๆ

3. อาการทางจมูกและหู เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูกไหลลงคอ หูอื้อ หรือปวดหู

แน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นกรดไหลย้อน

เมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคกรดไหลย้อน นอกเหนือจากการซักประวัติแล้ว แพทย์จะตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก และบริเวณท้องอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคกรดไหลย้อน ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนต้นร่วมด้วย

ปรับพฤติกรรมแก้กรดไหลย้อน

การรักษาและการป้องกันโรคกรดไหลย้อนที่สำคัญที่สุดคือ “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต” โดย…

1. ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามลดน้ำหนักในกรณีที่มีน้ำหนักเกินเนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น

2. หลีกเลี่ยงความเครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ควรเลิก ถ้าไม่เคยสูบก็ไม่ควรเริ่มสูบรวมทั้งให้หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากคนอื่นด้วย เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น

3. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเกินไปโดยเฉพาะบริเวณรอบเอว

4. ถ้ามีอาการท้องผูกควรรักษา รับประทานอาหารที่มีกากใย และหลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระ

5. ไม่ควรนอนราบ ออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัวหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ

6. ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทารอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ ภายในระยะเวลา 3ชั่วโมงก่อนเข้านอน

7. ควรรับประทานอาหารไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก  พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ รวมทั้งอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด

8. รับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรรับประทานจนแน่นท้องหรืออิ่มเกินไป

9. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ (แม้จะเป็นกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนก็ไม่ควรดื่ม) ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น

10. ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3 ชั่วโมง

11. เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบโดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนแพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการให้ยารับประทานเพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหารหรือเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ผู้ป่วยควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเอง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานประมาณ 1-3 เดือนกว่าที่อาการต่างๆ จะดีขึ้น เมื่ออาการต่างๆ ดีขึ้น 

ประกอบกับผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยการดำเนินชีวิตประจำวันตามที่แนะนำไว้ข้างต้น และรับประทานยาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-3 เดือนแล้ว แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเวลาป่วยเนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้นหรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงยาบางชนิดถ้าเป็นไปได้ เช่น เอ็นเสด แอสไพริน วิตามินซี เบนโซไดอะซีปีน เป็นต้น

การผ่าตัดเป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่คอและกล่องเสียง การรักษาวิธีนี้จะทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงซึ่งให้รักษาด้วยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่ได้ผล ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาภาวะนี้ได้ ผู้ป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้ยาแต่ไม่ต้องการที่จะรับประทานยาต่อ และผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ หลังหยุดยา

สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้คือ การปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นวิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อนที่ตรงจุดที่สุด เพราะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง  ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไป จึงควรปฏิบัติไปตลอดชีวิตเพราะเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วก็ตาม



กรดไหลย้อน : รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน - โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคจมูกและภูมิแพ้
แหล่งที่มา...http://www.healthtoday.net

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น