ลดความเสี่ยง เลี่ยงมะเร็งยอดฮิต มีวิธียังไง มาดูกัน
ก่อนที่โบว์สีชมพูจะกลายเป็นสัญลักษณ์ต้านมะเร็งร้ายนับแต่ปีค.ศ. 1991 ซึ่งเป็นช่วงที่วิทยาการทางการแพทย์ยังไม่สามารถเอาชนะมะเร็งเต้านมได้ จวบจนปัจจุบัน ใครๆ ต่างก็ใช้สีชมพูในการรณรงค์อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่บนขวดน้ำหอมไปจนถึงหมวกนักอเมริกันฟุตบอลในเดือนตุลาคมของทุกปี พวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยเพิกเฉยกับช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะการที่มะเร็งเต้านมกลายเป็นโรคท็อปฮิตในหมู่ผู้หญิง กระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยและหาวิธีรักษาต่างๆ นานาในจำนวนนั้นมีวิธีตรวจด้วย 3-D Mammography (เครื่องตรวจหาก้อนเนื้อผิดปกติในเต้านม) และผู้หญิงเริ่มระมัดระวังและช่างสังเกตมากขึ้น ผลดีคือ 61 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยตรวจพบเนื้อร้ายเร็วและอยู่ในระยะที่สามารถรักษาได้
แม้ปัจจุบันผู้หญิงส่วนใหญ่จะตระหนักถึงมะเร็งเต้านมกันมากกว่าเมื่อก่อน แต่อย่าลืมว่ายังมีจุดบอดในร่างกายอีกหลายแห่งให้เจ้าเนื้อร้ายหลบซ่อนและก่อตัวเป็นมะเร็ง การสำรวจล่าสุด พบว่ามะเร็งปอดคร่าชีวิตผู้หญิงเฉลี่ย 22 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นจำนวนค่อนข้างมาก
แต่โชคยังเข้าข้างเรา มะเร็งบางชนิดใช้เวลาเติบโตถึง 10 ปี หรือนานกว่านั้น คุณหมอกราแฮม โคลดิตซ์ (Graham Colditz) เสริมว่า คุณสามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งก่อนมันจะทำลายชีวิตคุณ และจากบรรทัดนี้ไป คือสิ่งที่คุณควรรู้เพื่อป้องกันโรคมะเร็งทั้ง 5 ชนิดนี้จู่โจมเข้าทำร้าย
มะเร็งปอด
1 เป็นอันดับของมะเร็งที่คร่าชีวิตหญิงสาวไปก่อนวัยอันควร และผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมีประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์
94,000 คือจำนวนผู้ป่วยหญิงที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดต่อปี และประมาณ 70,000 คนเสียชีวิตจากโรคนี้
10 คือเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน
ปัจจัยเสี่ยง
บุหรี่คือปัจจัยก่อมะเร็งปอดตัวสำคัญ สำหรับคนไม่เคยสูบบุหรี่แต่ได้รับจากสิงห์อมควันแทน ไม่ก็เกิดจากการสูดควันก๊าซธรรมชาติไร้กลิ่นที่ระเหยจากพื้นดินและแทรกเข้ามาภายในผ่านรอยแตกของพื้นบ้าน
กลยุทธ์ห่างไกลโรค
หากคุณไม่เคยสูบบุหรี่ละก็ อย่าได้คิดลองเชียว ฟังแล้วไม่เข้าท่าคล้ายยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิง 41 เปอร์เซ็นต์ ที่เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 20 หรือ 30 แม้จะเริ่มช้าแต่เป็นอันตรายอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะเลือกสูบบุหรี่แบบไหน มะเร็งก็มีโอกาสเกิดกับคนสูบบุหรี่ชนิดที่มีทาร์หรือน้ำมันดิบน้อยนิดพอๆ กับคนที่สูบบุหรี่ทั่วไป ทางแก้เดียวคือเลิกบุหรี่ทุกประเภทซะ ยิ่งเร็วยิ่งดี หากสามารถเลิกได้ก่อนอายุ 45 ปี จะต่อชีวิตได้นานนับสิบปี คุณต้องทำอะไรบ้างน่ะหรือ งั้นมาอ่านต่อ
> สังเกตลมหายใจ
เราไม่แนะนำให้ทำซีทีสแกนปอดจนกว่าคุณจะอายุ 55 ปี หากไม่มีประวัติเคยสูบบุหรี่ รีบไปพบแพทย์หากมีอาการไอเรื้อรัง ลมหายใจขาดช่วงเป็นเวลานาน หายใจลำบากมีเสียงฟืดฟาดหรือไอเป็นเลือด
> เช็กระดับก๊าซฮีเลี่ยมภายในบ้าน
มีเครื่องมือตรวจเช็กก๊าซภายในบ้านด้วยตัวเองที่ร้านขายอุปกรณ์ซ่อมบ้าน หรือเรียกใช้บริการผู้ตรวจสอบบ้านก็ได้
มะเร็งผิวหนัง
57 คือจำนวนนาทีที่มีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 คน ด้วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดอันตรายที่สุด
4 คือเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยหญิงที่เป็นมะเร็งผิวหนังจากโรคมะเร็งชนิดต่างๆ
25-29 คืออายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา
1 ใน 5 คือจำนวนคนเป็นมะเร็งผิวหนังช่วงหนึ่งในชีวิต
32,000 คือปริมาณผู้หญิงที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาในปีนี้ (ค.ศ.2014)
ปัจจัยเสี่ยง
รังสียูวีในแสงอาทิตย์ช่วง 10 โมงเช้า – บ่ายสี่โมง เป็นเร่งทำลายเซลล์ผิวซึ่งมีแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งในอนาคต น.พ.อับรา คูเรชิ (Abrar Qureshi) ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ท่านเผยว่าแผลไหม้ที่ผิวเพียง 5 จุดหรือมากกว่านั้นในช่วงอายุยี่สิบ เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนมามากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะตู้อบทำผิวแทน เพราะภายในตู้บรรจุแสงยูวีปริมาณมากในเวลาอันสั้น นักวิจัยเผยว่า ความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวเมลาโนมาจะสูงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับคนที่ชอบเข้าตู้อบผิวแทน (เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยทำ) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในคนที่เริ่มเข้าตู้อบก่อนอายุ 35 ปี
กลยุทธ์ห่างไกลโรค
คุณไม่สามารถแก้ไขผิวที่ถูกทำลายไปแล้วในช่วงวัยรุ่นได้ แต่เลือกหลีกเลี่ยงแดดได้ วิธีนี้ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน รวมทั้งเซลล์มะเร็งผิวชนิด squamous และ basal ที่อันตรายน้อยกว่าแต่เกิดขึ้นบ่อยกว่า
> สวมหมวกปีกกว้างและเสื้อผ้าชนิดป้องกันแสงแดด
สวมเสื้อผ้าสังเคราะห์เนื้อหนาทอแน่น หรือมีสัญลักษณ์ UPF หรือ Ultraviolet Protection Factor
> ห้ามลืมทาครีมกันแดด
ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพอากาศแบบไหน ขอบอกว่ารังสียูวีสามารถทะลุทะลวงก้อนเมฆหรือแม้แต่กระจกรถมาทำร้ายผิวคุณได้
ส่วนคุณสมบัติกันน้ำหรือ Waterproof ที่บรรดาผู้ผลิตอวดอ้างนั้นลืมไปได้เลย เพราะมันไร้ประโยชน์น่ะสิ หันมาให้ความสำคัญกับปริมาณยากันแดดที่เหมาะสมดีกว่า สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งควรทาครีม 1 ออนซ์ทั่วร่างกาย และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง (ทาบ่อยกว่านั้นหากอยู่ในน้ำหรือโดนฝน) อ้อ เน้นแขนขาให้มากหน่อยนะคะ เพราะเป็นบริเวณที่มะเร็งเกิดมากที่สุด
> ปรึกษาแพทย์หากมีไฝหน้าตาแปลกๆ
หมั่นสังเกตว่าสี ขนาดและผิวสัมผัสของไฝเปลี่ยนไปหรือไม่ มันอาจกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในภายหลัง
มะเร็งลำไส้
5 ปี คือระยะเวลาที่ผู้ป่วยรอดชีวิตจากโรคนี้
64,000 คนคือจำนวนผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งแต่ละปี และในจำนวนนี้เสียชีวิต 25,000 คน
3 เป็นอันดับมะเร็งท็อปฮิตที่ผู้หญิงมักจะเป็นกัน
ปัจจัยเสี่ยง
หากพี่น้องหรือแม่คุณเคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ก่อนวัย 55 ปี ระวังตัวให้ดีค่ะ เพราะ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้มีสาเหตุจากพันธุกรรม ถ้าสาวไหนมีพฤติกรรมเหล่านี้ เลิกซะ! อย่างเช่นดื่มแอลกอฮอล์วันละ 2-3 แก้ว มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่กินวันละแก้ว การศึกษาอีกมากมายพบว่า การสูบบุหรี่นั้นเพิ่มความเสี่ยงถึง 50 เปอร์เซ็นต์
กลยุทธ์ห่างไกลโรค
วิวัฒนาการทางการแพทย์และวินิจฉัยโรคที่รุดหน้าไปไกลช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชิ้นเนื้อที่ผิดปกติถูกตัดออกก่อนจะพัฒนาเป็นมะเร็ง และถ้าคนในครอบครัวไม่มีประวัติเป็นโรคนี้ หมอไม่แนะให้ส่องกล้องในลำไส้ใหญ่ (Colonoscopies) อ้าว แล้วจะทำอย่างไรดีละเนี่ย ก็ทำอย่างนี้สิคะ
> ฟังเสียงลำไส้
หากปวดเกร็งท้อง มีแก๊สในกระเพาะ หรือปวดท้องบ่อยๆ ถือเป็นสัญญาณอันตรายพอๆ กับถ่ายเหลวหรือท้องผูกและมีเลือดปน
> หมั่นรักษาหุ่นและทำตัวแอ็คทีฟเสมอ
รู้หรือไม่ ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ (ลองอ่านหัวข้อ ‘น้ำหนักกับมะเร็ง’)
> จำกัดการกินเนื้อแปรรูปและเนื้อแดง
ผลการศึกษาเผยว่าอาหารเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำเตือนว่าไม่ควรกินเนื้อแดง ไส้กรอก และเบคอนมากกว่า 3 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ (60 – 90 กรัม)
มะเร็งรังไข่และปากมดลูก
12,000 คือจำนวนผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูก โดยประมาณ และ 4,000 คนเสียชีวิต
20,000 คน คือจำนวนหญิงสาวที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ในหนึ่ง ซึ่งเป็นมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากที่สุด ทุกปีผู้หญิงประมาณ 15,000 คนเสียชีวิตเสียชีวิตเพราะโรคนี้
11 คือเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 45 ปีที่เป็นมะเร็งรังไข่
91 เปอร์เซ็นต์ คืออัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปี ของผู้ป่วยโรคมะเร็งหากตรวจเจอเร็วและควบคุมได้ก็สามารถรักษาหายขาดในเวลารวดเร็ว
ปัจจัยเสี่ยง
เชื้อ HPV เกี่ยวข้องและเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย 12 สายพันธุ์ รวมถึงผู้หญิงที่มีรหัสพันธุกรรมของยีน BRCA ผิดปกติด้วย
กลยุทธห่างไกลโรค
แปปสเมียร์สามารถระบุเซลล์ที่มีแนวโน้มเป็นมะเร็งได้ โดยผู้เชี่ยวชาญขอให้สาวๆ มาตรวจทุก 3 ปี หากคุณอายุยังไม่ถึง 27 ปี วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกถือเป็นตัวเลือกที่ดี
> สังเกตสัญญาณอันตราย
พ.ญ.คาเรน ลู (Karen Lu) ผู้อำนวยการศูนย์นรีเวชวิทยาและเนื้องอกวิทยา กล่าวว่าสาวใดมีอาการปวดมวนท้องควรบอกหมอแต่เนิ่นๆ (นี่แหละสัญญาณมฤตยูของมะเร็งรังไข่) ยิ่งกว่านี้ถ้าจู่ๆ ประจำเดือนมามากหรือไม่สม่ำเสมอ (ขอให้รู้ไว้ว่ามะเร็งทั้งสองชนิดกำลังย่างกรายมาเยือน)
> อย่าชะล่าใจไม่ไปเช็กประวัติสุขภาพ
ผู้หญิงที่ยีน BRCA ผิดปกติ หรือคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งรังไข่ จงรีบตัดรังไข่ก่อนอายุ 30 หรือ 40 หลังจากมีลูกแล้ว
> ยาคุมกำเนิด
ช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก ฉะนั้นไปปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด เกี่ยวกับวิธีรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวเดี๋ยวนี้
น้ำหนักกับมะเร็ง
ผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 20 เปอร์เซ็นต์มักมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ยิ่งตัวเลขบนตราชั่งพุ่งทะยานขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงเป็นมะเร็งก็มากขึ้นเท่านั้น ดร.คาเรน ลู (Karen Lu) แห่งศูนย์โรคมะเร็งแอนเดอร์สัน อธิบายว่า ความอ้วนกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเอสโตรเจนออกมามากในระดับที่สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเจริญเติบโต รวมทั้งมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่นมะเร็งลำไส้ ในทางทฤษฎีอธิบายว่า น้ำหนักมากกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งมักจะสูงตาม
หากคุณต้องการลดน้ำหนัก ใช้วิธีควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ ผลวิจัยชี้ชัดว่า การอยู่เฉยๆ กระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น มะเร็งหลายชนิดอาจถามหา และการเวิร์กเอาต์เรียกเหงื่อในฟิตเนสแค่ชั่วโมงเดียวไม่พอต่อการฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายจากการนั่งๆ นอนๆ ไม่เคลื่อนตัวไปไหนอย่างเฉียบพลัน
ทางแก้คือลุกจากเก้าอี้เดินไปเดินมาทุกครึ่งชั่วโมงตั้งแต่กลางวันยันเย็น
เครดิต: นิตยสาร Women's Health

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น