มหัศจรรย์!! แอสไพริน มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด
ในแต่ละวัน เราได้รับผลการวิจัยมากมาย ตั้งแต่เรื่องบล็อคโคลีต้านมะเร็งไปจนถึงโรคแปลกๆ ต่มียาชนิดหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ แอสไพริน อย่างช่วยต้านโรคหัวใจ และมีการศึกษาอีกเป็นร้อยที่ยืนยันว่ายาสามัญประจำบ้านตัวนี้ช่วยป้องกันมะเร็ง ปกป้องสมอง และช่วยให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อบริโภคให้ปริมาณน้อย ยาเม็ดน้อยๆ มอบประโยชน์นานับประการ แต่ถ้าเราจะบอกให้คุณกิน(ปริมาณนิดเดียว) ทุกวัน ก็ดูจะไม่เหมาะ ดร.อีริค เจค็อบส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดเตือนว่า อย่าลืมว่า แอสไพริน คือยา และยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง และนี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่คุณจะตัดยาเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาเข้าปาก
นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดได้เขียนการศึกษาและตีพิมพ์ใน Lancet ว่า การกินแอสไพรินในประมาณต่ำ (น้อยdกว่า 300 มิลลิกรัม) เป็นประจำ นาน 3 ปี ผลคือ ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งในผู้หญิงได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และนี่คือความมหัศจรรย์พันลึกของแอสไพรินต่อโรคมะเร็งแต่ละชนิด
มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
คือมะเร็งที่เกิดในเซลล์สร้างเม็ดสีผิว (เมลานิน) การศึกษาล่าสุด พบว่าผู้หญิงที่กินแอสไพรินทุกวันติดต่อกัน 1 - 5 ปี มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งชนิดนี้ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กิน
มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Lancet Oncology เผยว่า บริโภคแอสไพรินเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 38 เปอร์เซ็นต์
มะเร็งเต้านม
แอสไพลินก็มีส่วนช่วยสาวๆ ให้พ้นจากมะเร็งเต้านมได้ การศึกษาโดยมหาวิทยาลัย Kansas Medical Center ร่วมกับ มหาวิทยาลัย Affairs Medical Center ในอเมริกา เผยว่า แอสไพรินช่วยชะลอการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง และลดขนาดเนื้องอกในหนู นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองโดยให้อาสาสมัครผู้หญิงบริโภคแอสไพรินเป็นระยะเวลานานพบว่าช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 30 เปอรืเซ็นต์
มะเร็งในตับ รังไข่ และหัวและคอ
ยาชนิดนี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งกลุ่มในี้ได้เช่นกัน เจคอบเรียกการค้นพบเหล่านี้ว่า "ความหวัง" แม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะมาจาการสำรวจโดยนักวิจัย ไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์
แต่อะไรละ ที่ทำให้แอสไพรินกลายเป็นยาต้านมะเร็งสุดเจ๋ง ดร.แรนดอล สแตฟฟอร์ด ศาสตราจารย์แห่ง Stanford Prevention Reserch Center ให้คำตอบว่า ความสามารถการต้านมะเร็งของแอสไพรินอาจสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการอักเสบในเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าแอสไพรินไปสกัดการสร้างสารประกอบที่ทำให้เกล็ดเลือดข้น ซึ่งนั่นหมายความว่า มันจะไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย
จำไว้ว่า...
แอสไรพินไม่ได้ช่วยให้คุณหายปวดหัวเท่านั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กในสวีเดนได้ทดสอบความจำและกระบวนการคิดของอาสาสมัคร และทำการทดสอบอีกครั้งใน 5 ปีต่อมา พวกเขาพบกว่า กลุ่มที่กินแอสไพรินในปริมาณต่ำเป็นประจำ ได้คะแนนดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้บริโภคยา และที่เด็ดกว่านั้น สถาบันการวิจัยและป้องกันโรคอัลไซเมอร์พบว่า แอสไพรินยังช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ได้มากถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ดร.ธาร์มา สิงห์ คัลซ่า (Dr. Dharma Singh Khalsa) ผู้ก่อตั้งสถาบันนี้อธิบายว่า เป็นไปได้ที่แอสไพรินลดการอักเสบบริเวณที่เกี่ยวข้องกันการสร้างความทรงจำในสมอง และช่วยสลายหินปูนโปรตีนในสมองซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ได้
ความหวังของคนอยากมีลูก
สาวๆ ที่อยากมีลูกเตรียมตัวเฮได้เพราะนักวิจัยเผยว่า การกินแอสไพรินในปริมาณต่ำ (แต่หากปริมาณปกติจะเป็นอันตรายมาก) ก่อนและระหว่างการเตรียมตัวมีบุตร ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์และคลอดง่ายขึ้นสถาบันสุขภาพเด็กและพัฒนาการแห่งอเมริกา พบว่าผู้หญิงที่เคยแท้ลูกเมื่อ 12 เดือนก่อน บริโภคแอลไพรินปริมาณต่ำเป็นประจำขณะพยายามมีลูกอีกครั้ง มีโอกาสทำสำเร็จเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนดหรือภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูก แต่อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
มุมร้ายๆ ของแอสไพริน
แอสไพรินมีประโยชน์อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นอันตรายที่น่ากลัว หากบริโภคเป็นประจำ แม้ในปริมาณน้อย ก็มีโอกาสเสี่ยงเลือดไหลมากปกติ แม้จะแค่ถูกมีดบาดแผลเล้กๆ ซ้ำร้าย
อาจมีเลือดออกในช่องท้องหรือสมองด้วย นอกจากนี้แอสไพรินยังลดประสิทธิภาพยาต้านโรคซึมเศร้า และทำให้โรคหืดหอบกำเริบอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม หากคนในครอบครัวมีปัญหาโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือความจำเสื่อม ปรึกษาแพทย์ประจำตัวของเขาอาจทำให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นก็ได้
รู้ก่อนใช้
ระวังผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวด เหล่านี้
> ไอบูโรเฟน การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน BMJ พบว่านักวิ่งที่กินยาตัวนี้ก่อนวิ่งมาราธอน มีความเสี่ยงหัวใจล้มเหลว ปวดท้องและโรคแทรกซ้อนในไต
> พาราเซตามอล การวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Hepatology พบว่าปอดอาจถูกทำลายรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อกินกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
> ครีมแก้ปวด ยาบรรเทาอาการปวดเมื่อย มีส่วนผสมของเมนทอลและเมทิลซาลิไซลิคที่อาจทำให้ผิวไหม้หรือแผลพุพอง
เครดิต: womenshealththailand.com

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น